The Mustard Seed 5-1

posted on 24 Jun 2010 17:36 by spiritual

แปลจากหนังสือ the mustard seed ของ OSHO

 

พระเยซูตรัสกับเหล่าสาวกว่า

หากเธออดอาหาร เธอก็จะทำบาปแก่ตัวเธอเอง หากเธอสวดภาวนา เธอจะถูกประณาม และหากเธอบริจาคทาน เธอก็จะทำสิ่งชั่วร้ายแก่จิตวิญญาณของเธอเอง

เมื่อเธอเดินทางท่องไปในดินแดนใด หากพวกเขาต้อนรับเธอ จงดื่มกินสิ่งที่เขาจัดมาให้ และจงรักษาคนเจ็บป่วยในหมู่พวกเขา

เพราะสิ่งใดก็ตามที่เข้าปากเธอ จะไม่ทำให้เธอมีมลทินได้เลย แต่สิ่งที่ออกจากปากเธอต่างหาก ที่จะทำให้เธอมีมลทิน

พระธรรมโธมัสบทที่ 5

 

นี่เป็นคำกล่าวที่แปลกมาก แต่ก็สำคัญมากเช่นกัน มันฟังดูแปลกเพราะมนุษย์นั้นไม่ได้มีชีวิตอยู่ในความจริง เขามีชีวิตในความหลอกลวง ดังนั้นอะไรก็ตามที่เขาทำ มันย่อมกลายเป็นความหลอกลวงไปด้วย

หากคุณสวดภาวนา คุณก็จะสวดภาวนาด้วยเหตุผลผิดๆ หากคุณอดอาหาร คุณก็จะอดอาหารด้วยเหตุผลผิดๆ เพราะแก่นแท้ในตัวคุณนั้นมันผิดมาตั้งแต่ต้น ดังนั้นประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าสิ่งใดคือการกระทำที่ถูกต้อง หากแต่มันอยู่ที่ทำอย่างไรตัวตนของคุณมันถึงจะถูกต้องต่างหาก หากตัวตนของคุณนั้นถูกต้อง ไม่ว่าคุณจะทำการอันใด มันย่อมเป็นสิ่งถูกต้องชอบธรรมทั้งสิ้น แต่หากตัวตนของคุณนั้นไม่ถูกต้อง ไม่มั่นคงในจุดศูนย์กลาง หรือไม่จริงแท้แล้ว ไม่ว่าคุณจะทำอะไรมันก็จะผิดวันยังค่ำนั่นแหละ

ในท้ายที่สุดแล้ว สิ่งทั้งปวงมันไม่ได้ขึ้นกับว่าคุณเคยทำอะไรมา แต่มันขึ้นกับว่าคุณเป็นใครต่างหาก หากโจรขโมยสวดภาวนา คำสวดของเขานั้นย่อมเป็นของปลอมแน่นอน เพราะคำสวดที่แท้จริงนั้น มันย่อมไม่มีทางจะออกมาจากจิตใจที่คิดแต่จะคอยเอารัดเอาเปรียบ ฉ้อโกง และหลอกลวงผู้อื่นได้หรอก คำสวดที่ไหนกันจะออกมาจากหัวใจของโจรขโมย มันเป็นไปไม่ได้หรอก การสวดภาวนานั้นสามารถเปลี่ยนแปลงตัวคุณได้ก็จริง แต่คำสวดนั้นมันมาจากไหนเล่า มันก็มาจากตัวคุณนั่นแหละ หากคุณเจ็บป่วยในจิตใจ คำสวดของคุณมันก็ย่อมเจ็บป่วยไปด้วย

มีครั้งหนึ่งนัสรูดินไปสมัครงาน ในใบสมัครนั้นเขาได้เอ่ยถึงคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมมากมายของเขา เขากล่าวว่า สมัยเรียนมหาวิทยาลัยเขาสอบได้ที่หนึ่งเสมอ และเขาเคยได้รับเชิญไปดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการแบงค์ชาติด้วย แต่เขาจำต้องปฏิเสธไปเพราะเขาไม่สนใจในเงินตรา เขาเป็นผู้ที่ซื่อสัตย์และจริงใจเป็นที่สุด ไร้ซึ่งความละโมบโลภมาก เขาแทบจะไม่ใส่ใจกับเงินเดือนเลย จะให้เท่าไหร่เขาก็ยินดีทั้งสิ้น และเขารักการทำงานมาก เขาทำงานได้ถึงสัปดาห์ละหกสิบห้าชั่วโมง

เมื่อผู้สัมภาษณ์งานเห็นใบสมัครของเขาก็ตกใจมาก กล่าวว่า "โอ้พระเจ้า นี่คุณไม่มีจุดอ่อนสักอย่างเดียวในชีวิตเลยหรืออย่างไร"

นัสรูดินตอบว่า "มีอย่างเดียวเท่านั้นแหละครับ คือผมชอบโกหก"

แต่อย่างเดียวนั้นมันก็ครอบคลุมทุกอย่างแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีจุดอ่อนอื่นๆอีกเลย อย่างเดียวก็เกินพอ ที่จริงแล้วคุณก็ไม่ได้มีจุดอ่อนอะไรมากมายนักหรอก คุณมีจุดอ่อนเพียงอย่างเดียว แต่จากอย่างเดียวนั้นแหละ อย่างที่เหลือทั้งหมดจึงกำเนิดขึ้น และคุณจะต้องจดจำจุดอ่อนของคุณให้ดี เพราะมันจะคอยเฝ้าติดตามคุณเหมือนเงา ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม มันจะใส่สีให้ผิดเพี้ยนไปเสมอ

รากฐานสำคัญของศาสนาที่แท้จริงนั้นไม่ใช่อยู่ที่สิ่งที่เราทำ หากแต่อยู่ที่สิ่งที่เราเป็น สิ่งที่เราเป็นนั้นคือแก่นแท้ภายในตัวตนของเรา ในขณะที่สิ่งที่เราทำเป็นเพียงเปลือกนอกเท่านั้น การกระทำนั้นคือการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น กับโลกภายนอก แต่สิ่งที่เป็นนั้นหมายถึงตัวเราที่เป็นเราจริงๆ ไม่เกี่ยวข้องกับใครหรือสิ่งใดเลย

คุณสามารถมีชีวิตได้โดยไม่กระทำอะไรเลย แต่คุณจะไม่สามารถมีชีวิตได้โดยไม่เป็นสิ่งใดเลย การกระทำนั้นเป็นเรื่องรอง จะไม่มีเสียก็ได้ แต่สิ่งที่เป็นนั้นเป็นแก่นกลาง เป็นเนื้อแท้ ไม่ว่าจะเป็นพระเยซู พระกฤษณะ หรือพระพุทธเจ้า ล้วนแต่พูดถึงสิ่งที่เป็นทั้งสิ้น แต่ในทางตรงกันข้าม พวกวัด โบสถ์ มัสยิด หรือองค์กรทางศาสนาต่างๆ รวมทั้งพวกที่ชอบเรียกตัวเองว่าคุรุ อาจารย์ และพระนักบวชทั้งหลาย กลับพากันพูดถึงแต่เรื่องการกระทำ หากคุณได้สนทนากับพระเยซูเอง พระองค์จะพูดถึงตัวตนของคุณและการเปลี่ยนแปลงมัน แต่หากคุณไปถามพระสันตปาปาแห่งวาติกัน พระองค์จะพูดถึงสิ่งที่คุณควรจะปฏิบัติรวมทั้งหลักศีลธรรมต่างๆ จำไว้ว่าหลักศีลธรรมนั้นเป็นเพียงเรื่องของการกระทำ แต่ศาสนาที่แท้นั้นเป็นเรื่องของตัวตนที่คุณเป็น

ความแตกต่างตรงนี้เราจะต้องตระหนักให้ดี เพราะสิ่งอื่นที่เหลือทั้งหมดขึ้นอยู่กับมัน มิฉะนั้นแล้ว เมื่อใดก็ตามที่มีคนอย่างพระเยซูถือกำเนิดขึ้น เราจะเข้าใจเขาผิดไปเสมอ ความเข้าใจผิดนี้เกิดจากการที่เราไม่รู้จักแยกแยะความแตกต่าง คนเช่นพระเยซูนั้นจะพูดถึงก็แต่เรื่องของตัวตนที่เป็น ในขณะที่พอเราฟังแล้ว เรากลับเข้าใจไปว่า พระองค์กำลังพูดถึงเรื่องของการกระทำอยู่

หากคุณแยกแยะความแตกต่างตรงนี้ได้ คุณจะเข้าใจคำกล่าวของพระเยซูข้างต้นได้กระจ่าง และมันจะเป็นประโยชน์มาก มันจะเป็นเช่นแสงสว่างส่องนำทางให้แก่คุณ หาไม่แล้ว มันจะเป็นคำกล่าวที่ดูแปลกประหลาดและขัดแย้งกับศาสนา ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่พระเยซูตรัสสอน มันก็จะเป็นเช่นนี้เสมอ บรรดานักบวชจะคิดว่าพระองค์กำลังต่อต้านศาสนา และนั่นจึงทำให้พวกเขาจับพระองค์ไปตรึงกางเขนในที่สุด พวกเขาคิดว่า หากปล่อยไว้ ชายผู้นี้จะต้องทำลายศาสนาให้พินาศลงเป็นแน่